บทความสรุปการเสวนาในหัวข้อ “เด็กไทยสายพันธุ์ใหม่กับความต้องการของสังคม เพื่อก้าวสู่โลกเทคโนโลยี”
- 6-7-2011
การสรุปใจความสำคัญจากเวทีการเสวนา “เด็กไทยสายพันธุ์ใหม่กับความต้องการของสังคม เพื่อก้าวสู่โลกเทคโนโลยี” ภายในงานมหกรรมเด็กแนวบวกครั้งที่ 3 ตอน New Gen Virus Plus ไวรัสสายพันธ์ใหม่ สร้างเด็กไทยเพื่อชุมชน ในวันที่ 30 เมษายน 2554 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ...
ในปัจจุบันคำว่า “เด็กแนว” ถูกใช้กันมากขึ้น ซึ่งหมายถึงเด็กที่มีแนวทางเป็นของตัวเองไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย กิจกรรม ความชอบ รวมไปถึงเด็กแนวบวก ในตอน Newgen Virus+ หัวข้อ “เด็กไทยสายพันธุ์ใหม่กับความต้องการของสังคมเมื่อก้าวสู่เทคโนโลยี” ทำให้เห็นถึงกิจกรรมของเด็กเยาวชนในยุคที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีนี้ว่า นอกจากเรียนหนังสือแล้ว เด็ก ๆ ยังมีการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นการทำงานเพื่อสังคม โดยการเข้าร่วมงานอบรมของเยาวชนซึ่งกลุ่มเด็กเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วเด็ก ๆ จะเรียนหนังสือ เรียนพิเศษ และในเวลาว่างก็อยู่บ้านเล่นอินเตอร์เน็ต เล่นเกมส์ เป็นต้น เมื่อมีแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน (เด็กพลัส) ภายใต้การสนับสนุนจากสสส. เข้ามาสนับสนุนการทำกิจกรรม พื้นที่เครือข่ายจึงเกิดการรวมกลุ่มของเด็กและเยาวชนทำกิจกรรม ตัวอย่างในบางพื้นที่ เด็กและเยาวชนได้ทำกิจกรรมในช่วงปิดภาคเรียน เช่น การส่งเสริมให้เด็ก ๆ เข้าวัด เพื่อเสริมสร้างสำนึกและให้ความสำคัญต่อขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม และกิจกรรมการคัดแยกขยะ โดยกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อทำให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีจิตสาธารณะ และมีส่วนร่วมกับชุมชน
.jpg)
การที่มีสื่อต่าง ๆ เข้ามามากขึ้นทำให้สังคมวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในอดีตเด็กและเยาวชน เคยรวมตัวกันเล่นน้ำคลองกัน แต่ปัจจุบันกลับถูกแทนที่ด้วยพื้นที่สังคมออนไลน์ ได้แก่ facebook, hi5 และเว็บอื่น ๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ข้อดีของสังคมออนไลน์คือมีความสะดวกในการติดต่อเผยแพร่ข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายมาก อย่างไรก็ตาม โลกอินเตอร์เน็ตก็เป็นเหมือนดาบสองคม ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคนว่าจะเลือกใช้ในด้านดีหรือไม่ดี นอกจากนี้สังคมออนไลน์ได้ส่งผลมายังค่านิยมของเด็กและเยาวชนด้วย เช่น การแต่งกาย การเดินห้างแทนวัด การเล่นเกมส์ออนไลน์ เป็นต้น ค่านิยมเหล่านี้ถึงแม้จะเปลี่ยนไปและถูกมองว่าไม่ถูกต้อง แต่ค่านิยมนี้ก็มีทั้งด้านบวกและลบ กล่าวคือ ในด้านบวกเด็กและเยาวชนได้ผ่อนคลายสมอง ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์จากมุมมองใหม่ ๆ แต่การนิยมเดินห้างจนไม่หันกลับเข้าวัดเลยนั้นก็อาจทำให้วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมเลือนหายไปจากสังคม โดยในมุมมองของผู้ใหญ่ต่อการใช้สื่อเทคโนโลยีของเด็กและเยาวชนก็ยังเป็นที่น่ากังวล เนื่องจากในโลกอินเตอร์เน็ตทุกคนสามารถเป็นใครก็ได้ สามารถพูดคุยโดยไม่เห็นหน้าหรือไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริง อาจทำให้เกิดปัญหาต่อสังคมตามมามากมาย จึงเกิดมหกรรมเด็กแนวบวก ตอน New generation virus+ ขึ้นเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และตั้งสติพิจารณาข้อมูลข่าวสารว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร และในฐานะผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่ดูแลเด็กและเยาวชน ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากเทคโนโลยีที่มีทั้งด้านบวกและลบ จึงควรมีบทบาทหน้าที่ในฐานะผู้ฟังที่ดี กล่าวคือผู้ใหญ่ต้องยอมรับฟังสิ่งที่เด็กและเยาวชนพูดและแสดงความคิดเห็น จากนั้นก็ควรพิจาณาถึงขอบเขตความเป็นอิสระของเด็กๆ ว่าควรมีมากน้อยเพียงใด และควรให้ข้อมูลตามความจริงแก่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เดินตามหนทางของตนเอง นอกจากนี้เด็กและเยาวชนในยุคนี้ ยังเป็นกลุ่มคนที่สามารถหาข้อมูลต่าง ๆ ได้เองมากขึ้น อีกทั้งมีครูแนะแนวให้คำปรึกษาเวลาอยู่โรงเรียน เด็กและเยาวชนสามารถคิดได้เองว่าตนเองนั้นชอบอะไร อยากเป็นอะไร ทั้งนี้ผู้ใหญ่ก็ควรจะเข้ามาคอยช่วยดูแลว่าเด็กและเยาวชนตัดสินใจถูกหรือไม่ อย่างไร เพราะบางทีหากปล่อยเด็กและเยาวชนคิดเองตามลำพังฝ่ายเดียว อาจทำหลงทางไปทำให้เวลาสูญเปล่า
.jpg)
การเติบโตขึ้นมาคนละยุคสมัยก็อาจทำให้ความแตกต่างของต้นทุนชีวิตนั้นเหลื่อมล้ำกันไป พ่อแม่ซึ่งเติบโตมาในยุคสมัยแบบหนึ่งก็จะมีต้นทุนและความคาดหวังแตกต่างจากเด็ก ๆ ที่เติบโตมาในยุคสมัยอีกแบบหนึ่ง ความแตกต่างนี้อาจทำให้ความคาดหวังไม่เป็นไปตามต้องการ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว สิ่งแรกที่ผู้ใหญ่ทุกคนพึงกระทำคือการคิดในแง่บวกเพราะเมื่อเราคิดเชิงบวก ชีวิตเราก็จะพบกับความสุข เมื่อเรามีความสุข คนรอบข้างก็จะได้รับความสุขนี้ด้วย ซึ่งกระบวนการคิดเชิงบวกนี้เป็นจุดสำคัญยิ่งในการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันมีเพศทางเลือกมากมายในสังคม หากเกิดภาวะนี้แล้วผู้ใหญ่ต้องทำใจเป็นอันดับแรก ในฐานะพ่อแม่ควรควบคุมสติให้มั่นและช่วยกันหาทาง โดยแทนที่จะทำให้สิ่งนี้กลายเป็นมลทินหรือแรงเสริมลบ ก็ควรพลิกผันให้กลายเป็นจุดบวก เพราะเด็กต้องการการยอมรับในชีวิต อยากให้คนอื่น ๆ เห็นคุณค่าของตนเอง ดังนั้นคนรอบข้างจึงควรเป็นแรงสนับสนุนให้เป็นไปในทิศทางที่ดี การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทำกิจกรรมยามว่างเป็นการสนับสนุนแรงบวก ตัวอย่างเช่น ห้องสมุดสัญจร กิจกรรมจากพื้นที่ชุมชนร่มเกล้า ทำให้เด็กและเยาวชนได้รวมตัวกัน เกิดการมีส่วนร่วม และเกิดการฝึกสมอง ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และความภาคภูมิใจต่อตนเองตามมาด้วย
.jpg)
แม้เด็กและเยาวชนในยุคใหม่จะมีชีวิตใกล้ชิดกับเทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ แต่จุดดีของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ก็ยังมีให้เห็น เช่น ช่วยงานบ้าน รู้ขอบเขตเวลาของการเล่นอินเตอร์เน็ต รู้จักหน้าที่การงานของตน ส่วนในเรื่องกระแสตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามานานแล้วนั้นหากมองในด้านดีจะพบว่า เด็กไทยรู้จักการนำค่านิยมเหล่านั้นมาปรับใช้ ในปัจจุบันไม่เพียงแค่มีกระแสตะวันตกเข้ามาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีกระแสจากเกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งเด็กไทยก็นำแนวคิดค่านิยมนั้นมาปรับใช้ให้เกิดกิจกรรมสร้างสรรค์ นั่นคือ การเต้น cover จึงพบว่าอิทธิพลต่าง ๆ จากภายนอกไม่ได้ส่งผลเสียเพียงด้านเดียวหากรู้จักการนำมาใช้ ซึ่งแม้ว่าเด็กในปัจจุบันจะมีช่องทางในการหาข้อมูลข่าวสารมากมายแล้ว แต่การเรียนรู้นั้นจะขาดผู้ใหญ่ไม่ได้เพราะผู้ใหญ่กับเด็กเหมือนกับ “เพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้าน” กล่าวคือ เยาวชนมีพลังของตนในการก้าวเดินไปข้างหน้าแต่ทั้งนี้ก็ยังต้องการแรงสนับสนุนและผลักดันจากผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่จะเป็นผู้คอยให้ความสนับสนุน ประคับประคอง แนะนำและชี้แนะ แนวคิดดังกล่าวนี้จึงเกิดงานของแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชนที่เรียกว่า “พี่เลี้ยงในชุมชน” ซึ่งคือบุคคลที่มากด้วยประสบการณ์ มีภูมิปัญญา มีความคิด มีกระบวนการจัดการ และที่สำคัญคือเป็นผู้ที่รักเด็ก มีความรู้สึกอยากให้ด้วยความจริงใจ โดยผู้ใหญ่ควรคิดเสมอว่าเด็กและเยาวชนจะเป็นผู้นำประเทศแทนเราในอนาคต พี่เลี้ยงจะเป็นผู้ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเกิดการเรียนรู้ ในกระบวนการพี่เลี้ยงชุมชนนี้ เด็กและเยาวชนจะเป็นฝ่ายคิดและนำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษาผู้ใหญ่หรือพี่เลี้ยง ซึ่งก็จะคอยให้คำแนะนำ คอยดูแลอยู่ห่างๆ ให้เด็กและเยาวชนได้ลงมือทำด้วยตนเอง ได้พบเจอกับประสบการณ์ทั้งความสำเร็จและล้มเหลว ความสามัคคีด้วยตัวของพวกเขาเอง เป็นต้น
ในการสื่อสารทางการคิดเชิงบวก สื่อต่าง ๆ ควรมีบทบาทอย่างยิ่งในกระบวนการนี้ เช่น ในกรณีญี่ปุ่นที่ประสบภัยสึนามิ แต่พวกเขารู้จักแบ่งปันน้ำใจซึ่งกันและกัน ไม่แย่งของกัน ซึ่งกรณีนี้คือความคิดเชิงบวกที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อเกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นแล้วสื่อช่วยกันเผยแพร่นี้ จะทำให้เกิดการจดจำและเรียนรู้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์มีอยู่ 5 ระยะ ได้แก่ ระยะที่หนึ่งไม่รู้ ไม่ตระหนัก ไม่ทำ ระยะที่สองคือมีความรู้ ไม่สนใจ ไม่ตระหนัก ไม่ทำ เมื่อใส่ความรู้เข้าไปจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระยะที่สามคือมีทั้งความรู้ ความสนใจ ความตระหนัก แต่ยังไม่ทำ รอให้เกิด Social Network และเมื่อเข้าสู่ระยะที่สี่มีการเสริมสร้างมโนสำนึก ทัศนคติ กล่าวคือ ผู้ใหญ่ทำดีให้เด็กดู เมื่อทำไปเรื่อย ๆ ทำให้เด็กเห็นจนเด็กจดจำ เรียนรู้ และซึบซับความดีเหล่านั้น เกิดเป็นนิสัย จนกระทั่งเกิดระยะที่ห้า คือคืนกลับสู่สังคม โดยสิ่งที่เด็กแลเยาวชนได้เรียนรู้และซึบซับมานั้นจะทำให้สังคมได้รับรู้ต่อไป เช่น ในเรื่องเพศศึกษา พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ควรเปิดใจ ปรับวิธีคิดและให้ความเป็นกันเอง ไม่จับผิดหรือจับถูก รวมถึงไม่ควรดูถูกด้วยสายตาเหยียดยามหรือดุดันเมื่อลูกหลานมาขอคำปรึกษา เพราะจะทำให้เกิดปัญหาที่เด็กไม่กล้าปรึกษาเรื่องต่าง ๆ กับพ่อแม่ผู้ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า แต่กลับหันไปถามเพื่อน ๆ หรือรุ่นพี่ เพราะความสนิทสนมและมีวัยใกล้เคียงกัน ผู้ใหญ่ต้องคิดทันสมัย โดยต้องเข้าใจว่ายุคสมัยนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หากไม่อยากห่างไกลจากลูกหลานไปมากกว่าเดิมควรฟังเขา และแสดงให้เขาเห็นว่าเราอยากใกล้ชิด ควรพูดคุยเรื่องต่าง ๆ กันเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะจะทำให้เด็กมองว่าเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องแปลกจนเด็กมองว่าเป็นเรื่องต้องห้าม
.jpg)
ในสังคมปัจจุบันความต้องการของเด็กและเยาวชน คือความต้องการให้ครอบครัวเข้าใจ ที่สำคัญคือครอบครัวควรเข้าใจว่ายุคสมัยนี้คือยุคไอทีและเทคโนโลยี อย่าพยายามปิดกั้นหรือห้ามปรามพวกเขา กล่าวอีกนัยคือ เด็กต้องการความดูแลและเข้าใจ และอย่ามองเด็กสมัยนี้ในด้านลบมากเกินไป ผู้ใหญ่ต้องมองในมุมที่กว้างขึ้นและต้องฟังให้มาก ซึ่งการฟังมี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่หนึ่งคือการฟังอย่างเดียว แต่ต้องฟังอย่างมีสติ ระดับที่สองคือฟังแล้วให้กำลังใจ ทำให้ผู้เล่ามีความรู้สึกอยากเล่าต่อไป และการฟังระดับที่สาม คือ การเสริมพุทธิปัญญา กล่าวคือการศึกษาระหว่างกัน เพราะการเผชิญกับโลกภายนอกนี้ ภูมิคุ้มกันจะเป็นตัวปกป้องตัวเราได้ดีที่สุด ความรักของคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดเปรียบเสมือนเป็นการชาร์จแบตเตอรี่ หากพ่อแม่ลูกรักและแบ่งปันความรักซึ่งกันและกัน ในทุกวันเด็กและเยาวชนก็จะมีแบตเตอรี่เต็ม มีแรงพร้อมที่จะทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันเด็กและเยาวชนนั้น ก่อนจะทำอะไรควรคิดตรึกตรองให้มาก โดยคิดถึงผลของการกระทำนั้น ๆ เป็นสำคัญ


