แถลงข่าววัยรุ่นกับSex ในวันวาเลนไทน์
เด็กพลัสเปิดข้อมูลผลสำรวจล่าสุดรับวันวาเลนไทน์
ร่วมแถลงข่าวใน “วัยรุ่นถามอะไรเรื่อง....เซ็กส์”

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดแถลงข่าว “วัยรุ่นถามอะไรเรื่อง....เซ็กส์” ในวันที่ 8 ก.พ. 2553 อาคาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ชั้น 35 อาคารเอ็ส เอ็ม ทาวเวอร์ โดย นพ.สุริยเดว ทรีปาตี หัวหน้าคลินิกเพื่อนวัยทีน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สสส. กล่าวว่า การสำรวจต้นทุนชีวิตเด็กและเยาวชนเปรียบเทียบระหว่างเด็กที่มีพฤติกรรมเพศ สัมพันธ์ และไม่มีเพศสัมพันธ์ ทั้งที่เข้ารับบริการสุขภาพทางเพศของโครงการเลิฟแคร์ และวัยรุ่นในสถานศึกษาในเขตกทม. จำนวน 2,564 คน ช่วง 3 เดือนของปี 2551-2552 พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เข้ารับบริการสุขภาพทางเพศของโครงการเลิฟแคร์ จำนวน333 คน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ปี ในขณะที่เด็กในสถานศึกษาแยกเป็นกลุ่มที่ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์แล้ว 513 คน อายุเฉลี่ย 19 ปี เด็กในสถานศึกษาที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ 1,718 คน อายุเฉลี่ย 16 ปี ซึ่งพบว่า เด็กที่เข้าโครงการเลิฟแคร์มีต้นทุนชีวิตมากกว่า และมีความเข้มแข็งในเรื่องกล้าเผชิญความจริง(ร้อยละ 80) ส่วนเด็กในสถานศึกษาทั้ง 2 กลุ่มกลับอ่อนแอในเรื่องดังกล่าว(ร้อยละ 60-70) นอกจากนี้พบว่ากลุ่มเด็กในสถานศึกษาที่มีเพศสัมพันธ์แล้วมีทักษะปฏิเสธในการ มีพฤติกรรมเพศสัมพันธ์ต่ำที่สุด(ร้อยละ 65) และมีจุดยืนต่อการมีเพศสัมพันธ์(ร้อยละ 42) ต่ำกว่าทักษะปฏิเสธ แสดงให้เห็นถึงเด็กยุคใหม่ที่มีทักษะปฏิเสธแต่ยอมรับการมีเพศสัมพันธ์มาก ขึ้น ขณะที่เด็กผู้หญิงยังมีทักษะปฏิเสธและมีจุดยืนต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ดีกว่า เด็กผู้ชาย
“เด็กทั้ง 3 กลุ่ม มีความอ่อนแอมากในเรื่อง การทำกิจกรรมที่ดีในชุมชนและกิจกรรมที่ดีในหมู่เพื่อน (ร้อยละ30-50 ต่ำสุดในกลุ่มเลิฟแคร์) และกิจกรรมศาสนา(ร้อยละ18-40 พบว่าต่ำที่สุดในเด็กกลุ่มสถานศึกษาที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว) ทำให้เด็กพร้อมที่จะทำตามกระแส คำชักชวนของกลุ่มเพื่อนไม่ว่าดีหรือไม่ดี เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ แม้ครอบครัวจะดูแลมาอย่างดี เช่น ค่านิยมอยู่ก่อนแต่งที่ถูกมองเป็นเรื่องปกติ จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ด้านบวกและสร้างพลังด้านที่ขาดไปให้เด็ก ทั้งกิจกรรม เพื่อน ชุมชน เพราะการสำรวจสะท้อนว่าพื้นที่สร้างสรรค์ที่หายไป จนทำให้เด็กได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และควรเพิ่มบริการสุขภาพที่เป็นมิตรและเข้าถึงในวัยรุ่นอย่างทั่วถึง” นพ.สุริยเดว กล่าว
ด้านนพ.วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ที่ปรึกษาองค์การแพธแห่งประเทศไทย (PATH) กล่าวว่า การสำรวจผู้ใช้บริการสุขภาพทางเพศในโครงการเลิฟแคร์ ในเขตกทม. จำนวน 333 คนดังกล่าวนั้น มี อายุ 13-25 ปี แบ่งเป็นชาย 34.8% หญิง 64% เพศทางเลือก 1.2% ในจำนวนนี้เป็นนักเรียน นักศึกษามากที่สุด 48.6% จากข้อมูลพบ ในรอบ 12 เดือน เพศชายมีเพศสัมพันธ์กับหญิง 81.2% เพศเดียวกัน 18.8% ซึ่งถ้ามีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันจะใช้ถุงยางอนามัย 100% แต่กับเพศตรงข้ามจะใช้เพียง 33.9% ขณะที่เพศหญิงก็ใช้ถุงยางอนามัย 38% เท่านั้น และพบวัยรุ่นหญิงที่เคยยุติการตั้งครรภ์1.6% ในจำนวนผู้เข้ารับบริการมีต้องการตรวจเลือด 173 คน พบติดเชื้อเอดส์ 5 คน อีก 202 คน พบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 43 คน หรือเกือบ 1 ใน 4
“ขณะนี้ขยายโครงการไปอีก 9 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีษะเกษ นครสวรรค์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ในอนาคตจำต้องสร้างให้ยั่งยืนด้วยการจัดบริการร่วมที่มีหลายฝ่ายร่วมกันทำ งาน เพราะการเปิดคลีนิคให้คำปรึกษาทางเพศ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเข้าถึงบริการทางสุขภาพที่เหมาะสม สร้างความรับผิดชอบด้วยการ “กล้ารัก กล้าเช็ค” ให้เด็กดูแลตัวเอง มีความรับผิดชอบ และจากข้อมูลพบเด็กมีความเข้าใจผิดเรื่องเพศมาก ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอดส์”นพ.วัชระ กล่าว
ในขณะที่นางเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผอ.สำนักสนับสนุนการสร้างการเรียนรู้และสุขภาวะองค์กร สสส. กล่าวว่า เรื่องเซ็กส์ในวัยรุ่นเป็นเพียงหนึ่งในปัญหาของเยาวชน ที่การห้ามหรือควบคุมไม่ใช่ทางออก การขจัดร้ายขยายดี อาทิ เปิดพื้นที่เรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กนำพลังที่มีอยู่ไปใช้ในทางสร้างสรรค์ ทำให้เด็กมีทางเลือกอื่นนอกจากสิ่งยั่วยุในปัจจุบัน ซึ่ง สสส. มีโครงการเสริมศักยภาพให้เด็กหลายโครงการ อาทิ ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่กลุ่มเด็กและเยาวชนกว่า 40 กลุ่มทั่วประเทศ โครงการสนับสนุนวัดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชนและชุมชน ใน 600 วัด ภาคเหนือ ใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งสนับสนุนพัฒนาวัดให้เป็นองค์กรเข้มแข็ง จัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ทุกวันอาทิตย์ ส่งเสริมให้คนเข้าวัด ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากขึ้น
“ทั้ง ยังพัฒนาศูนย์การเรียนรู้เพื่อเด็กในชุมชนและพิพิธภัณฑี่หลากหลายโดยเริ่ม จาก 100 แห่งในกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนในครอบครัว สร้างสัมพันธภาพที่แข็งแรงยั่งยืน เพราะแม้สถานการณ์ปัจจุบันจะเปลี่ยนไปเช่นไร ครอบครัวยังเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยปกป้องเด็กและเยาวชน การบังคับไม่ใช่คำตอบที่จะช่วยให้เด็กไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ไม่ได้ลดการตั้งครรภ์หรือทำแท้ง แต่การให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง โดยมีผู้ใหญ่อยู่เคียงข้างต่างหาก จะทำให้พวกเขาเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง”นางเพ็ญพรรณ กล่าว
Dekplus Boy
รายงาน


